Saturday, July 11, 2009

น้ำค้างหยดใส


-๑-
น้ำค้างหยดใส
นั่งนิ่งบนเรียวหญ้า
มองเพื่อน ๆ กลิ้งตัวลงไป
สู่ผืนดิน

เธอรู้
ปู่ย่าน้ำค้างหยดใสเล่าขานเอาไว้
อุทิศร่างให้แก่ผืนดิน …
เป็นอาหาร—เป็นความฉ่ำเย็น—
เป็นชีวิต—เป็นสายโลหิต
แก่ผืนดิน

น้ำค้างหยดใส
เธอไม่อยากกลิ้งตัวลงไป
ดังเช่นเพื่อน ๆ
เธออยากรอ—รอดูแสงตะวันยามอรุณรุ่ง
แม้ปู่ย่าเล่าเตือนไว้
“งดงามยิ่งนัก อันตรายยิ่งนัก”

น้ำค้างหยดใสลังเลใจ
จะกลิ้งตัวลงไป
หรือจะทำดั่งหัวใจปรารถนา

แสงตะวันลอยข้ามทิวไม้พุ่งตรงมา
น้ำค้างหยดใสเกาะเรียวหญ้าไว้แน่น
แน่น—แน่น—แน่น
ทั่วร่างร้อนผะผ่าว
ร่างของเธอค่อย ๆ เหือดหาย
เล็กลง—เล็กลง—เล็กลง
สองมือเกี่ยวเรียวหญ้าไว้แน่น
เล็กลง—แน่น—เล็กลง—
แน่น—เล็กลง—
หมดเวลาแล้ว จะกลิ้งลงไปก็ไม่ทันแล้ว
เล็กลง—เล็กลง—และหายไปแล้ว
น้ำค้างหยดใส

-๒-
ร่างน้ำค้างหยดใสละลายกลายเป็นล้านส่วน
ทุกส่วนล้วนเป็นน้ำค้างหยดใส—
น้ำค้างหยดใสเล็ก ๆ
มีหัวใจดวงเล็ก ๆ
แบบน้ำค้างหยดใสตัวเล็ก ๆ
ลอยสูงขึ้นไป—สูงขึ้นไป—สูงขึ้นไป
สู่แผ่นฟ้า

น้ำค้างหยดใสเล็ก ๆ
โหยหาส่วนที่ขาดหายแยกย้ายไป
ตามอำนาจแห่งแสงตะวัน
“งดงามยิ่งนัก อันตรายยิ่งนัก”

น้ำค้างหยดใสเล็ก ๆ หยดหนึ่ง
ล่องลอยสู่แผ่นฟ้า …
หวาดกลัวจนหมดสติ

เนิ่นนานผ่านไป
เธอรู้สึกตัว เผยอเปลือกตาขึ้น …
เธอนอนนิ่งอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง
มิรู้ได้ว่าแห่งใด
รู้แต่เป็นดินแดนแห่งน้ำค้างหยดใส
ใหญ่—น้อย ล้วนเป็นน้ำค้างหยดใส
เธอกระพริบตาเล็ก ๆ แล้วมองไปรอบ ๆ
ใบหน้าเล็ก ๆ รายล้อมรอบกาย
พร่ามัว—ชัดขึ้น—ชัดขึ้น
ใบหน้าเล็ก ๆ เหล่านั้นยิ้ม
“ยินดีต้อนรับ”

น้ำค้างหยดใสเล็ก ๆ
กับมิตรใหม่ซึ่งล้วนเป็นน้ำค้างหยดใสเล็ก ๆ
ยิ้มให้แก่กัน—ประสานมือเล็ก ๆ เข้าด้วยกัน—
ประสานร่าง—ประสานหัวใจดวงเล็ก ๆ
เข้าด้วยกัน
เป็นน้ำค้างหยดใสหยดเดียว
มีหัวใจดวงเดียว

-๓-
แสงกระพริบขึ้นตรงโน้น
ตรงนั้น—ตรงนี้—ตรงนู้น
แสงเล็ก ๆ กระพริบตาให้แก่กัน
ตรงนั้น—ตรงนี้—

“ชาวน้ำค้างหยดใส
เตรียมตัวให้เรียบร้อย
ครุ่นคิดให้ดี
อย่าลืมอะไรไว้เบื้องหลัง
แม้ร่องรอยแห่งความคิด
เตรียมตัว-เตรียมหัวใจ—
ให้ดี”

แสงเล็ก ๆ ตรงนั้น
ตรงโน้น—ตรงนี้—
กระพริบตาให้แก่กัน
น้ำค้างหยดใสกระโจนลิ่วลง
ลิ่วลง—ลิ่วลง—ลิ่วลง

“เมื่อไปถึง
รีบเกาะทุกอย่าง—อะไรก็ได้—ที่ขวางหน้า
ต้นไม้—เรียวหญ้า—หลังคาเรือน”

น้ำค้างหยดใสโถมกาย
ลิ่วลง—ลิ่วลง—ลิ่วลง
เบื้องล่างจะเป็นอะไร
เรียวหญ้า—พงหนาม—ผืนทราย
หรือกลีบบางของดอกไม้
ลิ่วลง—ลิ่วลง—ลิ่วลง

ฉับพลัน
ลมแรงหวีดหวิวพัดผ่าน
หอบร่างน้ำค้างหยดใส
ไปแสนไกล
คว้าง—คว้าง—คว้าง
พลัดเพื่อน—แตกกลุ่ม
ไปแสนไกล

-๔-
เนิ่นนานผ่านไป
แสงเล็ก ๆ กระพริบตาถี่ขึ้น
ให้สัญญาณแก่กัน
แล้วค่อย ๆ หรี่แสงลง
หรี่แสงลง—หรี่แสงลง--หรี่แสงลง
หายไป
ทีละดวง—ทีละดวง—ทีละดวง
ตรงโน้น—ตรงนั้น—ตรงนี้
หายไป—หายไป—
หมดทุกดวง

ผืนดินเบื้องล่างยังห่างแสนไกล
น้ำค้างหยดใสทิ้งตัวพุ่งลงไป
ลิ่วลง—ลิ่วลง—ลิ่วลง
ก่อนที่แสงตะวันจะปรากฏทางฟากฟ้าด้านโน้น

เบื้องล่าง
แผ่นดินเริ่มปรากฏเลือนลาง
เร็วเข้า—เร็วเข้า—เร็วเข้า
เร็วเข้า

โชคดี
มองเห็นผืนดินแล้ว
ที่เรียวหญ้าตรงนั้นมีน้ำค้างหยดใสเกาะอยู่
เร็วเข้า—เร็วเข้า—เร็วเข้า
ยอดไม้—หลังคาเรือน—ผืนทราย มีน้ำค้างเกาะอยู่
เร็วเข้า—เร็วเข้า—เร็วเข้า

ผืนดินอยู่อีกไม่ไกล
แต่แสงตะวันโผล่ขึ้นมาแล้ว
มาเร็วเหลือเกิน—เร็วเหลือเกิน
เร็วเข้า—ลิ่วลง—เร็วเข้า
แสงตะวันโผล่มาแล้ว
ที่เรียวหญ้าตรงโน้น น้ำค้างหยดใส
ยิ้มให้แสงตะวัน—กลิ้งตัวหลบเงื้อมมือแสงตะวัน—
หล่นสู่พื้น
แทรกร่างหลบลี้ลงสู่ดิน

ที่กลีบงามของดอกไม้
น้ำค้างหยดใสกลิ้งตัวลงสู่ผืนดิน
ขณะแสงตะวันกำลังแผดเผา
หล่นลงสู่พื้น
ร่างแสบร้อนแทบขาดใจ

-๕-
เร็วเข้า—เร็วเข้า—ลิ่วลง
น้ำค้างหยดใสตกลงสู่หลังคาเรือน
แสงตะวันแลเห็น พุ่งตรงเข้าหา
เร็วเข้า—กลิ้งตัว—ลิ่วลง
สู่ผืนดิน

น้ำค้างหยดใสลังเลใจ
ทั้งอยากหันมองดูแสงงามของตะวัน
ทั้งหวาดกลัว
เธอกลิ้งตัวลงตามความลาดเอียง
แล้วไปหยุดอยู่ที่ปลายชายคา
แสงตะวันยิ้มร่าเข้ามาแล้ว
น้ำค้างหยดใสเกาะชายคาไว้แน่น
เข้ามาสิ—ขอดูใกล้ ๆ หน่อย—เร็วเข้า
แสงตะวันแสร้งเมิน
หลบอ้อมไปอีกทางหนึ่ง
น้ำค้างหยดใสถอนใจ
เฮ้อ … ก็ดีเหมือนกัน—นอนพักตรงนี้สักครู่
ก่อนกลิ้งลงสู่ผืนดิน

มองจากชายคาลงสู่พื้นเบื้องล่าง
เป็นสวนดอกไม้
ผีเสื้อและแมลงตัวเล็ก ๆ บินว่อนไปมา
เอ … หรือว่าเป็นสวนผีเสื้อ
ที่มีดอกไม้ชูช่อสลอนอวดความงาม

ตรงนั้น
ผีเสื้อยิ้มออกมาคล้ายนึกอะไรได้
แล้วบินโฉบลงไปหาดอกไม้
กระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหู
ครั้นเธอเผลอหัวเราะกับเรื่องราว
เจ้าผีเสื้อก็แอบหอมแก้มทีหนึ่ง
แล้วบินจากไป

เจ้าผีเสื้อบินสูงสู่ท้องฟ้า
ร่าเริง
แล้ววกกลับลงมา
แวะเกาะที่ก้านใบใกล้ดอกไม้อีกดอกหนึ่ง
เล่าประสบการณ์ของเขาให้เธอฟัง
ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เธอตั้งใจฟัง—ตื่นเต้น—เร้าใจ
ครั้นเธอเผลอ
เจ้าผีเสื้อก็แอบหอมแก้มทีหนึ่ง
แล้วโบยบินจากไป

น้ำค้างหยดใสอยากบินได้เหมือนผีเสื้อ
ถ้าบินได้
จะเริงร่าชื่นชมแสงตะวัน
จะหอมแก้ดอกไม้ด้วย
น่าเสียดาย
น้ำค้างหยดใสมิอาจเป็นผีเสื้อได้
เป็นได้แต่น้ำค้างหยดใส …
ชื่นชมแสงตะวันได้ แต่ต้องถูกแผดเผาละลายไป
หลอกหอมแก้มมวลดอกไม้—ไม่ได้
อย่างดี—ถ้าโชคดี—ก็แค่ลบรอยเปื้อน
บนเรือนแก้มของดอกไม้

ที่กิ่งไม้
นกน้อยสองตัวกำลังนินทาผีเสื้อ
ตัวหนอนรีบขดตัวหลบสายตานกน้อยทั้งสอง
“ดีแต่แอบหอมแก้มดอกไม้” นางนกเอ่ยขึ้น
“อย่าเผลอก็แล้วกัน เธอกลายเป็นเหยื่อฉันแน่”
ตัวหนอนขดตัวเล็กลงไปอีก—ปิดหู—หลับตา—หวาดกลัว
ตัวสั่นงันงก

น้ำค้างหยดใสไม่อยากเป็นตัวหนอน
เธอกลัวจะถูกนกจิกกิน
แต่ถ้านกสัญญาว่าจะไม่กินหนอน
เธออาจอยากเป็นหนอนก็ได้—
เป็นหนอนตัวอ้วน ๆ
คลานไปแอบอยู่ที่ก้านดอกไม้
คอยไล่ผีเสื้อ
ไม่ให้แอบมาหอมแก้มดอกไม้

-๖-
ขณะกำลังเพลิดเพลินกับภาพเบื้องล่าง
น้ำค้างหยดใสเริ่มรู้สึกตัว
ร่างของเธอค่อย ๆ ร้อนผะผ่าว
ร้อนขึ้น—ร้อนขึ้น—ร้อนขึ้น
ร้อน—ร้อน—ร้อนเหลือเกิน
จริงสิ …
ก็แสงตะวันมาตั้งนานแล้วนี่
เร็วเข้า—กลิ้งตัวลงไป
สู่ผืนดิน
เร็วเข้า—เร็วเข้า—เร็วเข้า

เธอปล่อยมือจากชายคา
ร่างร่วงลิ่วลงสู่เบื้องล่าง
ลิ่วลง—ลิ่วลง—
ไม่ทันแล้ว แสงตะวันมาแล้ว
ร่างของน้ำค้างหยดใสร้อนผ่าว
แสบร้อนไปทั้งตัว

ร้อน—ร้อน—ร้อน
อีกนิดเดียวก็จะถึงผืนดินแล้ว
นิดเดียว—เร็ว—เร็วเข้า
อีกนิดเดียว—ร้อน—นิดเดียว—
ร้อน—นิดเดียว—นิด—ร้อน—

มือร้อนฉ่าของแสงตะวันคว้าร่างเธอไว้
เผาร่างเธอด้วยไอร้อน
ร้อน—ร้อน—ร้อน
น้ำค้างหยดใสหลับตา
ขณะร่างค่อย ๆ ละลายเล็กลง
เล็กลง—เล็กลง—ละลายหายไป
หายไปแล้ว …
น้ำค้างหยดใส—มิทันเสพย์แสงงามของตะวัน
ด้วยซ้ำ.

Wednesday, October 15, 2008

THAIIIIIIILAAAAAND!

living in thailand is great fun!
one can do what one wants,
one demands rediculous demands
referring to just one word out of a two thousand pages of great book - democracy!

DEMO CRAZINESS!

Monday, August 11, 2008

A Night At the Hospital

9th August 2008; about 1930hrs - JJ was VERY SICK while S and Big J were starting the dinner!

แต่เหตุการณ์ทำให้แม่ได้กินข้างเพียงหน่งคำ พ่อกำลังจะลงมือ ... แล้วเราก็ตัดสินใจพาลูกไปโรงพยาบาล (ดีที่แม่เคยเป็นพยาบาลมาก่อน รู้สถานการณ์ดีว่าควรทำอะไร เมื่อใด อย่างไร)

ลูกแทบไม่มีแรงเดิน ... พ่อต้องหิ้วปีกไปขึ้นรถ พอขึ้นรถได้ก็นอนแหมะลงที่เบาะหลังทันที
แม่เก็บกระเป๋าและสัมภาระที่จำเป็น (และดูออกว่าน่าจะต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล ... รู้ได้ไงเนี่ย?

ถึงประตูเข้าอาคารโรงพยาบาล เจเจ หมดแรงต้องนั่งรถเข็นเข้าโรงพบาบาล ... อย่างคล่องแคล่ว - ไม่ทุลักทุเลเลย เพราะมีคนเข็น

และทุกอย่างก็เป็นจริง ... หมอตรวจอาการและนอนโรงพยบาล ... ห้องเดี่ยวไม่มีต้องนอนห้องสามเตียง โชคดีที่ตอนนั้นมีคนไข้(เด็ก) ป่วยอยู่เตียงเดียวตรงทางเข้า เตียงที่สองว่าง เจเจ ยึดเตียงที่สาม

ทั้งหมดนี้หลังจากหมดได้เจาะหลังมือซ้าย ... เอาเลือดออกไปตรวจนิดหน่อยแล้วให้น้ำเกลือต่อ แล้วก็เข็นกันมาบนรถเข็นพร้อมเสาห้อยสายน้ำเกลือระโยงระยาง

ในที่สุดสองแม่ลูกก็ต้องนอนโรงพยาบาล และพ่อต้องกลับบ้านเพื่อหวนกลับมาอีกทีพรุ่งนี้เข้า ...

เช้าวันอาทิตย์ 10 สค ... พ่อไปถึงโรงพยาบาลสิบโมงกว่าพร้อมของบางอย่างที่แม่สั่ง-สายชาร์ตแบตเตอรี่โทรศัพท์ ชุดชั้นใน ...

สิบโมงกว่าหมอก็ยังไม่มาตรวจอาการ! น้ำเกลือถูกถ่ายเข้าไปในร่างเล็ก ๆ ของ เจเจ ประมาณเจ็ดส่วนสิบ อีกไม่นานคงหมด

คาดได้ว่าโรงพยาบาลก็คือโรงพยาบาล ... ทราบทีหลังว่าหมอติด "เคส" ก็เลยมายังไม่ถึง กว่าจะมาถึงได้ก็เกือบเที่ยงวันแล้ว บอกว่า "ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ติดเช้อไวรัสในอากาส ฯลฯ กลับบ้านได้"

เจเจ หน้าตาสดใส และลิงเริ่มกลับมาสิงตามเคย ... สายน้ำเกลือมีเลือดซึมออกมา ...

กลับบ้านได้แต่กลับยังไม่ได้ ... โรงพยาบาลต้องประสานงานกับบริษัทประกันของ เจเจ นานนนนนนนนนนน ... แม่ก็เลยสั่งแม่บ้านให้จัดอาหารเที่ยงมาให้เสียเลย - ข้าวต้ม ไข่เจียว และแกงจืดที่จืนสนิทสมชื่อ กินได้ทั้งลูก แม่ และพ่อ

ระหว่างรอ ทีวี มีถ่านทอดกีฬาโอลิมปิกกิ่งให้ชมด้วย ... ว่ายน้ำรายการที่ไมเคิล เฟลพ์ส ทำลายสถิติได้เหรียญทองเหรียญแรกนั่นแหละ

นานนนนนนน ... ผ่านไป ทุกอย่างจึงเรียบร้อยและกลับบ้านได้

แม่กับ เจเจ ผู้แข็งแรงกระปรี้กระเปร่าผู้มีลิงสิงอยู่ภายใน พากันแวะตู้ เอทีเอ็ม เพื่อโอนเงินค่าหุ้นที่พ่อซื้อวันก่อน ส่วนพ่อผู้เป็นพนักงานขับรถออกไปเอารถเพื่อมารับ ...

แล้วเราก็กลับมาถึงบ้าน ... ป้าปุ๊ย น้าน้อย น้าโขง น้องขิม และน้าแก๋ว รออยู่แล้ว ... จากนั้นบ้านก็ครึกครื้นรื่นรมย์เป็นการใหญ่

ไม่นาน เอส ก็ทำก๊วยเตี๋ยวเลี้ยงประชาชนอย่างอิ่มหนำสำราญฤทัยก่อนแขกพากันล่าถอยไปรับคุณยายที่ทำผมรออยู่ในตลาด ...

จบ

(หมายเหตุ-มีรูปลิง โอ้ยไม่ใช่ เด็กป่วยพร้อมสายน้ำเกลือ แล้วจะนำมาโชว์ภายหลัง)

Sunday, August 3, 2008

JJ and His first Eye Glasses

อาทิตย์ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 1100น. - เจเจ ไปร้านจักษุแพทย์กับคุณแม่และคุณพ่อ

คุณแม่ไปหาคุณหมอเพราะว่าทั้งแว่นสายตาและคอนเท็กเลนส์เก่าแล้ว ... สองปีแล้ว เลยคิดว่าน่าจะได้เวลาไปหาคุณหมอและจัดการเรื่องนี้เสียที

ส่วนคุณลูกกับคุณพ่อไม่มีแผนการของตนเอง ... ก็เลยห้อยแผนการเข้าไปให้สอดคล้อง (ความจริงอยากออกนอกบ้านกัน!)

เจเจ ... ตอนนี้ "ทีชเชอร์" ย้าย เจเจ ไปนั่งหลังห้อง เลยมอง "บอร์ด" ไม่ค่อยเห็นชัด เจเจ ต้องไปวัดสายตาเหมือนกัน นะแม่นะ
พ่อ ... แว่นตาขาหักมาหลายเดือนแล้ว ไปก็ดี นะแม่นะ จะได้ให้ช่างเขาเช่อมให้เสียที

(พ่อรู้สึกไม่ชอบใจที่ลูกจะต้องใส่แว่นตา ... ก้พ่อใส่มาตั้งแต่อายุสิบแปด สามสิบกว่าปีแล้ว มีปัญหาสารพัด ยุ่งยาก เกะกะ ... เฃ่น ตอนกินก๊วยเตี๋ยวร้อย ๆ ไอน้ำซุปลอยมาเกาะจนมองไม่เห็น นี่ไม่นับตอนจุ๊บคนรักนะ ...โธ่ว้อย มันเกะกะน่าดู! แต่คุณแม่บอกว่าตอนหลัง ๆ เห็น เจเจ บ่นเรื่องปวดหัวอยู่บ่อย ๆ ไปให้หมอวัดเสียทีก็ดี)

To make the long story short ...

คุณหมอบอกว่า เจเจ สายตาเอียง (ไม่ใช่คอเอียงนะครับ) ... ในที่สุดต้องใส่แว่น!

ก็เลยต้องเลือกกรอบแว่น (เลือกเองซะด้วย) ตัดเลนส์ ... ซื้อแว่น และสวมแว่นกันทั้งบ้าน!

(ไว้มีโอกาสจะเอาภาพลิงอายุ เจ็ดขวบ สวมแว่นมาให้ดูนะครับ ... เท่มากจริง)

(นึกในใจคนเดียว ... นี่ถ้าเย็นวันนี้-จันทร์ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551 - ลูกกลับบ้านพร้อมแว่นตา จะฉลองความรับผิดที่ลูกพัฒนาข้นอย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ!)

Saturday, June 21, 2008

สารเหม็นจับโจร

ผู้เขียน
เจเจ

วันที่ 9 มิย 51 เวลา 21.40 น.



ตอนที่ 1

ขั้นตอนหมักสารเหม็นกลิ่นแรง

1. นำผงซักฟอก + แชมพู + น้ำค้างไว้ 2 เดือน
2. หมักน้ำตาเทียน + ถั่วดำ 10 เม็ด + อึแมลงสาบ 1,678 เม็ด
3. เติมผักเน่า + สารส้ม 4 เม็ด ผสมรวมกันแล้วจะได้ ...

สารเหม็นกลิ่นแรงที่สุด!!!

ตอนที่ 2จับโจร

วันหนึ่งขณะที่แม่กับพ่อและแม่จู่ออกไปข้างนอก เจเจ ดู ทีวี โจรก็ขับรถยนต์มา คิดว่าจะมาขโมยของ แต่ เจเจ ได้ยินเสียง เจเจ เลยมองออกหน้าต่าง แล้วเห็นรถของโจรและโจร

แล้ว เจเจ ก็เอาสารเหม็นทาที่หน้าบ้าน และพอโจรไปที่สวน เจเจ ก็ทาสารเหม็นลงที่ช่องแอร์ทุกช่อง และ เจเจ ก็เขียนแผ่นโฟมว่า

เจ้าตำรวจหน้าโง่ มาจับรถคันนี้สิ

และอัดเทปว่า

“ตำรวจหน้าโง่”


และให้เทปซ้ำกัน เมื่อรถออกรถไป ป้ายจะเปิดและโดนคานกระดก คานกระดกจะดีดลูกหินไปโดนปุ่มเปิดเทป

“ตำรวจหน้าโง่”

พอออกรถ กลไกก็ทำงาน มีถังแก๊สใส่สารเหม็น 7 ถัง รวมเป็นสายเดียวและออกที่ปลาย จะกระจายกลิ่นเหม็นออกมาทันทีที่ เจเจ ที่อยู่บนหลังคารถเปิดจุกก๊อก


ตำรวจก็จะจับโจร!

Thursday, March 6, 2008

พนักงานบริษัทฝาหรั่ง

ห้ามป่วยห้ามตายห้ามย้ายถิ่น
ทนอยู่ทำกินดิ้นรนไป
หนี้สินท่วมตัวช่างหัวใคร
บ่นไปทำไปเดี๋ยวก็สิ้นเดือน

Wednesday, February 27, 2008

Monday, February 18, 2008

มิใช่กลัวแพ้ ... เพียงไม่อยากแพ้

เล่นตามกติกาก็เป็น
ทำตามคสั่งก็ได้
ลอกเลียนแบบลายเส้น
ลีลาอ่อนช้อยแบบคลาสสิค

ฯลฯ

แต่ทำได้ไม่ตลอด
เพราะทำได้ไม่เก่ง
ไม่งดงามเหมือนที่กำหนด
หรือกติกาตั้งไว้

จึงหันไปทำอย่างอื่น
ที่ไม่มีใครทำ ...
เหมือนหม้อแต่ไม่ใช่
เหมือนไหแต่ไม่เชิง
เหมือนสวยแต่สวยอีกแบบ

ที่จริง ... ฉันก็ทำตามกติตา
ตามคำสั่ง คำแนะนำ ความคาดหวัง
ไม่เป็นไปตามนั้น
แต่เป็นแบบของฉัน
ยอดเยี่ยมแบบของฉัน

ที่ฉันไม่แข่งขันตามกติกา
มิใช่ว่ากลัวแพ้
เพราะฉันไม่เคยกลัวแพ้ ...
เพียงแค่ไม่อยากแพ้
เท่านั้นเอง

Thursday, January 31, 2008

ในวันท้อแท้

ในวันท้อแท้...

เหมือนเดินทางไกล
ขึ้นเขาลงห้วย
ฝ่าดงพงพนาม
ท่ามกลางแดดกล้า
หลายร้อยหลายหมื่นไมล์
ก่อนมาถึงร่มเงาไม้ต้นเล็ก
ข้างริมห้วยน้ำแห้งขอด

น่งใต้ร่มเงา เหยียดแข้งขา
เอนกายลงนอน เหยียดแขน
หลับตาหลบแสงจ้าที่ส่องมองตามร่องใบไม้
ย้อนคิดตอนเริ่มเดินทาง...

เนิ่นนานผ่านไปไม่อยากขยับกายลุก
ไม่อยากออกเดินทางต่อไป
แม้จะยังอีกไกล
กว่าจะถึงเป้าหมาย

Monday, January 28, 2008

คนผีคน

คนติดถิ่น ผีก็ติดถิ่น
คนหนองบัวไม่เคยโดนผีนิวยอร์คหลอก
ผีอลาสกาไม่เดินทางไปปักกิ่ง
คนเบงกาลอก็ไม่อยากจากบ้าน
ถึงแม้จากก็ยังคิดถึง
และอุทานเป็นภาษาบังกาลอ
เมื่อพบสิ่งที่เหลือเชื่อ

ดนดีผีดี คนดื้อผีดื้อ คนสวยผีสวย
หลายคนยังกกับผี หลายผียังกับคน
โลกออกจะปน-ปนกัน
จนฉันงง-งงว่าตัวเองเป็นคน
หรือเป็นผี!

Thursday, January 17, 2008

หลักบัญชีเบื้องต้น

ผมเข้าใจว่าการทำบัญชีบริษัท พูดกันอย่างถึงที่สุด ก็คงไม่ต่างจากบัญชีส่วนบุคคล คือ

คิด รายรับ ลบด้วย รายจ่าย เหลือเท่าไหร่นับเป็น กำไร/ขาดทุน

รายจ่าย – ในที่นี้นับรวมรายจ่ายทั้งหมดที่เป็นจริง (และไม่จริง) รวมทั้งภาษี สิ่งที่สำคัญในหมวด “รายจ่าย” นี้มีรายการที่ยังไม่จ่ายจริงรวมอยู่ด้วย เรียกง่าย ๆ ว่า “กันเอาไว้” เพื่อจุดประสงค์บางประการหรือหลายประการ เช่น เผื่อจ่ายโบนัสให้กับพนักงาน ให้ของขวัญปีใหม่กับพวกข้าราชการที่ “มีพระคุณ” เป็นต้น

สำหรับแผนก SP ของเราปีนี้
มี รายรับ ลบ รายจ่าย แล้ว
เหลือเป็นกำไรสุทธิราว ๆ 100 ล้านบาท ... เงินส่วนนี้พวก“เจ้าของบริษัท”รับไป
ส่วนที่ “กันเอาไว้” (คงมีจำนวนมากพอประมาณทีเดียว) ... ยังไม่มีการใช้จ่าย

ได้ข่าวว่าพวก “เจ้าของบริษัท” กำลังยื้อว่าเงินส่วนที่ “กันเอาไว้” ให้ชับบ์ฯ นำไปจ่ายเป็นโบนัสได้แค่ “เพียงเล็กน้อย” ... จริงเท็จยังไม่เป็นที่ยืนยัน
เพราะ “คนเหล่านี้” ยังไม่เคยทำอะไรเป็นลายลักอักษรในเรื่องนี้

และดังนั้น จนขณะนี้เราก็ไม่รู้ว่าจะได้โบนัสกัน ... เมื่อใด และ คนละกี่บาท!

(บทเรียนสำหรับพนักงานของบริษัทข้ามชาติ ... ถ้าใครยังไม่ประสบ ขอให้คาดการณ์ได้เลยว่าสักวันหนึ่งจะต้องเจอ!)
16 มค 2551

Monday, January 14, 2008

THEN WHAT?

A story goes …

Henry Ford always bought flowers for his wife from a shop every Friday evening. Once, he asked the old florist, “Gentleman, you have a good shop. Why not open a branch?”

Florist: Sir, then what?

Henry Ford: You will then have several branches in Detroit.

Florist: Sir, then what?

Henry Ford: Then all over USA.

Florist: Sir, then what?

Henry Ford, angrily: Damn it, you will then be able to relax.

Florist: That is what I am doing even now.


Ford walked away sheepishly.

COST & QUALITY

Some said ...

The COST is long forgotten,
But the QUALITY is remembered forever.

Do they really mean quality QUALITY?
Or do they mean RESULT?

Really, is it YOUR quality?
Or MINE?

HUMAN world, after all, is a comparative world.

MOUTH & MIND

A saying goes …

Even a fish wouldn’t be in trouble
If he’d keep his mouth shut!

They said MOUTH and MIND work differently;
MOUTH works when it SHUT – at the right time.
MIND, on the contrary, works when it OPENS.

Human MIND is like a parachute, it only works when it is OPEN.

ต้องวางแผน

ก่อนจะทำต้องคิดให้ดี
มีวิธีจะทำอะไร
ก่อนจะทำสิ่งไหน-ไหน
ต้องวางแผนก่อน





(เจเจ –ลูกชายแต่งตอนอายุ 3 ขวบ เลียนทำนอง “โดราเอมอน” บรรทัดสุดท้ายคุณพ่อจอมวางแผนเป้นคนเติมให้)

หญ้าริมทาง

เกิดจนตายก็อยู่ริมข้างทาง
คนเรียกขานว่าเป็นหญ้าริมทาง
เป็นหรือตายก็อยู่ริมข้างทาง
ไม่เคยมีใครรดน้ำพรวนดิน

ยามฝนพรำก็งอกงามสวยดี
มีมากเกิดเขาก็ถางทิ้งไป
ยามแล้งแห้งถูกรุมสุมไฟ
คือความเป็นไปของหญ้าริมทาง

Friday, January 11, 2008

All Right

All right - apparently, has nothing to do with 'all wrong'!
You could say,'All right, now we are going to ...'
Just like the signal of changing topics.

You could say, '... that's why we come here. All right?'
Just to make sure that the listeners understand what you are talking about.

So many other uses of 'all right'
Not to mean 'all NOT wrong'
(All) Right?

MAN

They said,
Man is the production of his thought;
So he possesses GOOD THOUGHTS,
He is likely doing GOOD things.
On the contrary,
He is likely doing BAD things.

If he possesses thoughts of GREED,
He is obviously a GREEDY man.

I said ‘tis true,'tis true;
What else could I say?

jarouk jansom
11 jan 07

Thursday, January 10, 2008

Capucino

I got a meeting at StarBuck, Convent, Silom.
Waiting for Robert, I bought a mid-size hot Capucino;
Sipping 85-baht-cup of Capucino; looking outside to the food stalls;
Som-tum, Kai-yang, and all northeastern foods;
Only 30 baht can make you feel good.

Do I really need Capucino?